โรคหิด (Scabies) เป็นโรคผิวหนังติดต่อที่เกิดจากไร Sarcoptes scabiei ซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็กมาก อาศัยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตในคนทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลาม ติดเชื้อแทรกซ้อน และแพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น
ตัวก่อโรคและการแพร่กระจาย
โรคหิดเกิดจาก Sarcoptes scabiei (ไรหิด) ไรชนิดนี้ไม่สามารถบินหรือกระโดดได้ แต่แพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน:
- การสัมผัสผิวหนังโดยตรงเป็นเวลานาน
- การนอนร่วมกัน
- การใช้เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือที่นอนร่วมกัน
สถานที่ที่มักพบการแพร่ระบาดบ่อย:
- ครอบครัวเดียวกัน
- สถานดูแลผู้สูงอายุ
- เรือนจำ
- หอพัก
- ค่ายแรงงาน
พื้นที่เสี่ยงและการพบการระบาดในประเทศไทย
ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของไร จึงพบโรคหิดได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการอยู่รวมกันหนาแน่นหรือมีข้อจำกัดด้านสุขอนามัย เช่น:
- ชุมชนแออัดและแรงงานรวมกลุ่ม
- สถานศึกษา หอพัก และศูนย์พักพิง
- สถานดูแลผู้สูงอายุและสถานกักกัน
หากไม่มีการรักษาและควบคุมอย่างถูกต้อง โรคสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
อาการของโรคหิด
อาการของโรคหิดเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อไรหิดและของเสียที่ไรทิ้งไว้ใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้ผู้ป่วยมี อาการคันอย่างรุนแรง ซึ่งมักจะเป็นมากในเวลากลางคืน อาการคันนี้อาจรบกวนการนอนหลับและคุณภาพชีวิตประจำวัน
ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมักปรากฏเป็นผื่นแดง ตุ่มน้ำ หรือตุ่มนูน และเมื่อมีการเกาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแผลหรือผิวหนังถลอกตามมา นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตเห็นรอยเส้นเล็กๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นร่องหรือโพรงที่ไรใช้เป็นที่อยู่อาศัยและวางไข่ โดยรอยโรคมักพบบ่อยบริเวณซอกนิ้วมือ ข้อมือ รักแร้ รอบเอว และอวัยวะเพศ
ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการของโรคหิดอาจรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกาผิวหนังอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจลุกลามและทำให้การรักษาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน
แม้โรคหิดจะไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิตโดยตรง แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชนในหลายด้านอย่างชัดเจน:
- ผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต: อาการคันรุนแรง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มักรบกวนการพักผ่อน ทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย สมาธิลดลง และเมื่อการพักผ่อนไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนก็ลดลงตามไปด้วย
- ภาระค่าใช้จ่าย: สร้างภาระทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่ายา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด เสื้อผ้า เครื่องนอน และสิ่งแวดล้อมภายในบ้านหรือสถานที่พักอาศัย
- ผลกระทบต่อชุมชน: หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม โรคหิดสามารถแพร่ระบาดเป็นกลุ่มได้ง่าย โดยเฉพาะในครอบครัวหรือสถานที่ที่มีการอยู่อาศัยรวมกัน
การรักษาเฉพาะผู้ป่วยเพียงรายเดียว โดยไม่ควบคุมสิ่งแวดล้อมหรือไม่รักษาผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดพร้อมกัน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ง่าย ส่งผลให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยากและยืดเยื้อ ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคหิดอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชนควบคู่กันไป
การป้องกันและควบคุมโรคหิด
1. การรักษาผู้ป่วย
- ทายากำจัดไรตามคำแนะนำแพทย์
- รักษาพร้อมกันทุกคนที่สัมผัสใกล้ชิด
- งดสัมผัสผิวหนังจนกว่าจะครบระยะรักษา
2. การควบคุมสิ่งแวดล้อม
- ซักเสื้อผ้า ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน
- อบแห้งด้วยอุณหภูมิสูง
- ทำความสะอาดที่นอนและพื้นที่พักอาศัย
สารเคมีที่ใช้กำจัดไรหิด
โรคหิดเป็นหนึ่งในไม่กี่โรคที่ ตัวก่อโรคสามารถถูกฆ่าตายได้โดยตรง สารกำจัดไรที่ใช้ได้ผลจริง ได้แก่:
- Permethrin
- Benzyl benzoate
คุณสมบัติของสารเคมี:
- ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของไร
- ทำให้ไรเป็นอัมพาตและตายในระยะสั้น
- มีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ถูกวิธี
Bug Solution: ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมไรและแมลงพาหะ Bug Solution ให้บริการควบคุมโรคที่มีแมลงและไรเป็นตัวก่อโรคโดยตรง เช่น โรคหิด เหา หมัด และตัวเรือด โดยใช้สารเคมีที่ผ่านการรับรอง เลือกใช้กลุ่ม Pyrethroids เช่น Permethrin อย่างเหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยและการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการระบาดซ้ำในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ
© 2026 สมาคมฆ่าเชื้อและเสริมสุขอนามัยไทย (TDHA). สงวนสิทธิ์เฉพาะ TDHA.

