ข่าวสาร

โรคหิด (Scabies)
ภัยเงียบของโรคผิวหนัง

เผยแพร่เมื่อ: 23 ตุลาคม 2567

โรคหิด (Scabies)</br>ภัยเงียบของโรคผิวหนัง

โรคหิด (Scabies) เป็นโรคผิวหนังติดต่อที่เกิดจากไร Sarcoptes scabiei ซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็กมาก อาศัยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิตในคนทั่วไป แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลาม ติดเชื้อแทรกซ้อน และแพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น

ตัวก่อโรคและการแพร่กระจาย

โรคหิดเกิดจาก Sarcoptes scabiei (ไรหิด) ไรชนิดนี้ไม่สามารถบินหรือกระโดดได้ แต่แพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่าน:

  • การสัมผัสผิวหนังโดยตรงเป็นเวลานาน
  • การนอนร่วมกัน
  • การใช้เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือที่นอนร่วมกัน

สถานที่ที่มักพบการแพร่ระบาดบ่อย:

  • ครอบครัวเดียวกัน
  • สถานดูแลผู้สูงอายุ
  • เรือนจำ
  • หอพัก
  • ค่ายแรงงาน

พื้นที่เสี่ยงและการพบการระบาดในประเทศไทย

ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของไร จึงพบโรคหิดได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการอยู่รวมกันหนาแน่นหรือมีข้อจำกัดด้านสุขอนามัย เช่น:

  • ชุมชนแออัดและแรงงานรวมกลุ่ม
  • สถานศึกษา หอพัก และศูนย์พักพิง
  • สถานดูแลผู้สูงอายุและสถานกักกัน

หากไม่มีการรักษาและควบคุมอย่างถูกต้อง โรคสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

อาการของโรคหิด

อาการของโรคหิดเกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อไรหิดและของเสียที่ไรทิ้งไว้ใต้ชั้นผิวหนัง ส่งผลให้ผู้ป่วยมี อาการคันอย่างรุนแรง ซึ่งมักจะเป็นมากในเวลากลางคืน อาการคันนี้อาจรบกวนการนอนหลับและคุณภาพชีวิตประจำวัน

ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อมักปรากฏเป็นผื่นแดง ตุ่มน้ำ หรือตุ่มนูน และเมื่อมีการเกาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดแผลหรือผิวหนังถลอกตามมา นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตเห็นรอยเส้นเล็กๆ ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นร่องหรือโพรงที่ไรใช้เป็นที่อยู่อาศัยและวางไข่ โดยรอยโรคมักพบบ่อยบริเวณซอกนิ้วมือ ข้อมือ รักแร้ รอบเอว และอวัยวะเพศ

ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการของโรคหิดอาจรุนแรงมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกาผิวหนังอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจลุกลามและทำให้การรักษาซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน

แม้โรคหิดจะไม่ใช่โรคที่ทำให้เสียชีวิตโดยตรง แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชนในหลายด้านอย่างชัดเจน:

  • ผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต: อาการคันรุนแรง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน มักรบกวนการพักผ่อน ทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย สมาธิลดลง และเมื่อการพักผ่อนไม่เพียงพอ ประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนก็ลดลงตามไปด้วย
  • ภาระค่าใช้จ่าย: สร้างภาระทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่ายา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด เสื้อผ้า เครื่องนอน และสิ่งแวดล้อมภายในบ้านหรือสถานที่พักอาศัย
  • ผลกระทบต่อชุมชน: หากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสม โรคหิดสามารถแพร่ระบาดเป็นกลุ่มได้ง่าย โดยเฉพาะในครอบครัวหรือสถานที่ที่มีการอยู่อาศัยรวมกัน

การรักษาเฉพาะผู้ป่วยเพียงรายเดียว โดยไม่ควบคุมสิ่งแวดล้อมหรือไม่รักษาผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดพร้อมกัน อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้ง่าย ส่งผลให้การควบคุมโรคเป็นไปได้ยากและยืดเยื้อ ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคหิดอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชนควบคู่กันไป

การป้องกันและควบคุมโรคหิด

1. การรักษาผู้ป่วย

  • ทายากำจัดไรตามคำแนะนำแพทย์
  • รักษาพร้อมกันทุกคนที่สัมผัสใกล้ชิด
  • งดสัมผัสผิวหนังจนกว่าจะครบระยะรักษา

2. การควบคุมสิ่งแวดล้อม

  • ซักเสื้อผ้า ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน
  • อบแห้งด้วยอุณหภูมิสูง
  • ทำความสะอาดที่นอนและพื้นที่พักอาศัย

สารเคมีที่ใช้กำจัดไรหิด

โรคหิดเป็นหนึ่งในไม่กี่โรคที่ ตัวก่อโรคสามารถถูกฆ่าตายได้โดยตรง สารกำจัดไรที่ใช้ได้ผลจริง ได้แก่:

  • Permethrin
  • Benzyl benzoate

คุณสมบัติของสารเคมี:

  • ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของไร
  • ทำให้ไรเป็นอัมพาตและตายในระยะสั้น
  • มีประสิทธิภาพสูงเมื่อใช้ถูกวิธี

Bug Solution: ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมไรและแมลงพาหะ Bug Solution ให้บริการควบคุมโรคที่มีแมลงและไรเป็นตัวก่อโรคโดยตรง เช่น โรคหิด เหา หมัด และตัวเรือด โดยใช้สารเคมีที่ผ่านการรับรอง เลือกใช้กลุ่ม Pyrethroids เช่น Permethrin อย่างเหมาะสม พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขอนามัยและการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการระบาดซ้ำในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ

© 2026 สมาคมฆ่าเชื้อและเสริมสุขอนามัยไทย (TDHA). สงวนสิทธิ์เฉพาะ TDHA.